Strategy

Case Study Consumer Insight in Packaging

posted on 26 Jan 2010 00:35 by packagingcity  in Strategy

 

แบรนด์ GoodNites ของ Kimberly-Clark’s นั้น ท้าทายทีมนักออกแบบมาก เนื่องจากว่าเป็นหนึ่งในสินค้าใหม่ของหมวดหมู่กางเกงเด็ก ที่สร้างความสะอาด และสะดวกสบายให้กับคุณแม่ที่ไม่ต้องคอยมาเปลี่ยนผ้าปูเตียงอยู่เสมอๆ กลยุทธ์การออกแบบใหม่นี้จะถูกเปิดตัวในต่างประเทศ มันเป็นการง่ายมากสำหรับคุณแม่ที่จะเลือกให้กับน้องหนู ซึ่งลักษณะหน้าตาของ design นี้ ดูร่วมสมัย ขนาดและน้ำหนักสินค้าก็ลงตัว และมีความแตกต่างจากสินค้าที่เป็นกางเกงในและ boxer ในประเภทเดียวกัน

เป็นความท้าทายมากที่จะทำให้ Brand และ Packaging ของ Goodnites นั้น เป็นแสงสว่างในยามค่ำคืนมาให้หนูน้อยและคุณแม่ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงโฟกัสไปที่การออกแบบ Packaging ซึ่งมี 4 วัตถุประสงค์หลักๆ คือ

1. สร้างความรู้สึกปกติ เมื่อได้ทดลองใช้มัน โดยไม่เขอะเขิน

2. สร้างความแตกต่างและสร้างความโดดเด่นของสินค้าใน Shelf ได้

3. สร้างเส้นทางให้ผู้ซื้อมาสู่สินค้าได้

4. สำคัญที่สุดคือ ต้องสอบถามคุณแม่ และเด็กที่ใช้สินค้า เพื่อได้รับข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์จาก Consumer Insight

ทั้งด้านความรู้สึก และแรงบันดาลใจในการออกแบบ

มันเป็นจุดสำคัญที่สุดสำหรับ Brand Goodnites นั้นคือมันต้องส่งผ่านความรู้สึก และสัญชาตญาณไปสู่แม่และเด็กผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้เลือกซื้อและผู้ใช้สินค้า

 

ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์นี้ จะโดดเด่นในเรื่อง Consumer Insight หรือ ความรู้สึกภายในใจของผู้ซื้อ  ที่มีต่อสินค้านี้ คือ 

1. ชื่อ Brand ทำให้เข้าใจตัวสินค้า และบอก Benefit ของสินค้าได้ง่ายมากขึ้น

2. ทาง Team Research นั้นรู้ถึงว่าในเวลากลางคืนความเลอะเทอะนั้นเป็นความทุกข์ทั้งเด็กและแม่ จึงเลือกใช้รูปเด็กที่มีหน้าตาดูมีความสุขในการใช้สินค้ากางเกงในนี้ และ Present มุมมองได้น่าสนใจมาก เสมือนแม่กำลังห่มผ้าและบอกลูกว่าฝันดี (Goodnites) ในคืนนี้นะ

3. Sizing นั้นเมื่อวางอยู่บน Shelf จะดูโดดเด่น เนื่องจากขนาดแตกต่างจากสินค้าอื่น

4. ยังเพิ่มความน่าสนใจในตัว Product ที่อยู่ภายใน Packaging ด้วยลวดลายน่ารักๆ ทั้งหญิงและชาย

5. มีการใช้สีเป็นตัวแยกเพศที่ใช้ อีกทั้งยังมีการบอกถึงขนาดเอว หรืออื่นๆได้อย่างเด่นชัด

ทั้งหมดนี้ได้มาจากการเข้าถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์นี้ ทำให้สินค้าตัวใหม่ของ Kimberly-Clarks ใน Brand Goodnites นั้นประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องมีข้อสงสัย

ตรงนี้เองที่เหล่านักออกแบบ หรือบริษัทออกแบบ Packaging ควรที่จะต้องใช้ประสบการณ์ในหลากหลายมิติทั้ง Consumer Research, Marketing Research, Design Strategy เป็นต้น มารวบรวมวิเคราะห์และสังเคราะห์ ออกมาให้ได้มากที่สุดว่าความต้องการภายในใจของผู้ใช้นั้นคืออะไร…? แล้วคุณทราบรึยังล่ะ….ว่าสิ่งที่คุณกำลังจะออกแบบนั้น ตรงใจกลุ่มเป้าหมายจริงเหรอ?

edit @ 26 Jan 2010 00:42:16 by Packaging City

Packaging = Brand Image

posted on 15 Jan 2010 10:00 by packagingcity  in Strategy

               นอกเหนือจากบรรจุภัณฑ์ที่มีหน้าที่หลักในการเก็บสินค้าแล้ว ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกหลายหลากของบรรจุภัณฑ์ซึ่ง ณ เวลานี้หน้าที่ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้น การใช้บรรจุภัณฑ์ในการสร้างภาพลักษณ์ หรือ Brand Image ให้กับบริษัทนั้นเองครับ สินค้าที่มีการต่อสู้กันอย่างมากในเรื่องบรรจุภัณฑ์คงหนีไม่พ้นกลุ่มสินค้า FMCG(Fast Moving Consumer Goods) ที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ของบริษัทมีความโดดเด่นดึงผู้ซื้ออย่างเราๆ ให้หันมามอง (จากงาน วิจัยหลายแห่งพบว่า บรรจุภัณฑ์ในซูเปอร์มาร์เก็ตมีเวลาน้อยกว่า 3 วินาทีในการดึงความสนใจจากผู้บริโภค)

 

านออกแบบบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาทั้งด้านรูปแบบ วัสดุ รวมทั้งกรรมวิธีการผลิต ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่หลังในการรักษาสินค้าภายใน ได้อย่างดียิ่งแล้ว ยังได้ทำหน้าที่หลักในการสร้างแบรนด์เนมให้กับผู้ผลิตได้เป็นอย่างดี บทความจาก Design Council จากประเทศอังกฤษในเรื่องบรรจุภัณฑ์ ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

               งานออกแบบบรรจุภํณฑ์ที่ดีนั้นมิใช่มีหน้าที่จบลงหลังจากผู้ซื้อหยิบสินค้าออกจากชั้นวางขาย แต่ Life Cycleของบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์เริ่มต้นด้วยหน้าที่หลักในการห่อหุ้มสินค้า จากนั้นมันก็ได้เดินทาง ไปทำหน้าที่ Salesmanบนชั้นวางสินค้า ตามมาด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ของผู้บริโภคหลังจากซื้อกลับบ้าน และท้ายสุดที่ขาดไม่ได้ก็คือการนำกลับมาใช้อีกครั้งในรูปแบบ Recycle-After use

               หน้าที่หลักและสำคัญของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ก็คือการทำให้บรรจุภัณฑ์ของเรา นั้นมีความเด่น และดึงดูดความสนใจ (Visual Equities) ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่กลุ่มนักออกแบบมักนำมาใช้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ของเราโดดเด่น แปลกใหม่ จดจำได้ ซึ่งเคล็ดลับของการสร้าง Visual Equities มีดังนี้นะครับ

               เริ่มจากรูปทรง (Shape) การสร้างรูปทรงที่สอดคล้องกับสินค้าจะมีส่วนสำคัญที่ช่วย ผลักดันให้คุณค่าของสินค้าภายในดีขึ้น ตัวอย่างเช่นขวดน้ำแร่ Perrier ที่ออกแบบโดยใช้รูปทรง ของหยดน้ำมาเป็นรูปแบบ ของขวด ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ ที่บ่งบอกถึงน้ำแร่ที่บรรจุอยู่ภายใน

 

นอกจากรูปทรงแล้ว อีกสิ่งที่จำเป็นต้องนำมาใช้ก็คือ สี (Color) โดยสีนั้นจะมีส่วนสำคัญอย่างสูงในการทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์เนมของเราได้เป็นอย่างดี เช่น สีเหลืองได้อยู่คู่กับแบรนด์เนมของชาลิปตันมานานแสนนาน

ถัดจากสีก็เห็นจะเป็น เรื่องของตัวแทนสินค้าหรือ Mascot ที่ปรากฎบนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยอธิบายภาพลักษณ์ของสินค้าแทนคำพูด เช่นภาพเสือบนกล่อง Kellogg’s Cornflake หรือจะเป็นแบรนด์ใหม่ๆอย่างเถ้าแก่น้อย ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กและกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

 

ท้ายที่สุดก็จะเป็นรูปแบบของตัวอักษร โลโก้สินค้า ชื่อสินค้า ฯลฯ ที่ปรากฎบนบรรจุภัณฑ์ รูปแบบตัวอักษรนั้นนอกจากจะทำหน้าที่ในการให้รายละเอียดของสินค้าแล้ว ยังทำหน้าที่เสริมสร้างภาพลักษณ์ทางอ้อมได้ด้วย

               ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดที่ไม่ลับของ Visual Equities บนบรรจุภัณฑ์ เป็นข้อมูลพื้นฐานหลักที่ผู้ประกอบการควรจะเรียนรู้ลองหันกลับไปดูและพิจารณาบรรจุภัณฑ์ของท่านที่มีอยู่นะครับ ว่าองค์ประกอบที่ปรากฎช่วยส่งเสริมแบรนด์ และสินค้านั้นเป็นเพียงแค่ไม้ประดับที่ไม่มีความหมายรึเปล่า…? 

 

หลายคนคงคุ้นเคยกับน้ำดื่มตราสยามซึ่งมีมาแล้วประมาณปี 2539 ซึ่งโลโก้นั้นก็ได้ถูกพัฒนามาพร้อมๆกันกับการ Redesign Packaging เราได้วิเคราะห์กันถึงตัวโลโก้ของน้ำดื่มสยามแล้ว ก็เรียกได้ว่าทำได้ลงตัวเลยทีเดียว มีการใช้เส้นของสายน้ำไหลผ่านบริเวณด้านล่างของโลโก้ ในมุมของฮวงจุ้ยจีนนั้น ถือว่ามีการเกื้อหนุนที่ดีมาก แต่เมื่อน้ำดื่มสยามได้ปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ โดยย้ายให้สายน้ำมาอยู่ตรงบริเวณด้านขวาล่าง และเพิ่มเส้นสายของน้ำตรงตัวอักษร ย ยักษ์ บวกกับปรับ typo ให้ firm มากขึ้น อีกทั้งยังใช้สีเหลือแค่ 2 สีอีกด้วย ทำให้โลโก้น้ำดื่มสยามนั้นดูดีและทันสมัยขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 

พอมาทำเป็นตัวอักษรอังกฤษแล้วนั้น สิ่งที่ควรจะคำนึงในการออกแบบคือ ต้องทำให้คล้ายกับภาษาไทย ซึ่งผู้ออกแบบก็ทำได้ดีลงตัว แต่อาจมีบางมุมที่เค้ามองข้ามไป มันอาจเกิดความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์แบบผิดความหมายเลยก็ได้ สาเหตุที่ยก Case Study นี้ขึ้นมาก็เพราะว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าออกแบบโลโก้และบรรจุภัณฑ์ได้ดี เพราะการเอียงของโลโก้บนตัวฉลากบนบรรจุภัณฑ์นั้น ดันเป็นตัวเสริมให้ข้อผิดพลาดคำว่า “พิษ” นั้นโดดเด่นขึ้นมา ฉะนั้นนักออกแบบทุกๆคน ควรที่จะมองให้ครอบคลุมทุกๆด้านให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้

 

Case Study นี้เป็น Case Study เพื่อเตือนและย้ำให้นักออกแบบควรระวังในเรื่องที่ไม่คาดคิด ถ้าคิดในแง่ดี มันอาจจะเป็น Talk of the Town เลยทีเดียว 

edit @ 10 Jan 2010 22:31:56 by Packaging City